พบหินโปร่งแสงคล้ายเพชร

ความคืบหน้าในเรื่องนี้ ทางกรมทรัพยากรธรณี มีหนังสือชี้แจงว่า หินประหลาดดังกล่าว คือ แร่ควอตซ์ชนิดหนึ่ง ที่มีซิลิก้าเป็นองค์ประกอบ ตามธรรมชาติจะมีสีขาวโปร่งแสง ใสเหมือนกระจก หากเป็นผลึกจะเรียกว่า หินเขี้ยวหนุมาน โดยธร รมชาติแร่ควอตซ์จะมีหลายสี หากสีม่ วง เรียก Amethyst สีเหลืองเรียก Citrine เป็นต้น คุณสมบัติของแร่ควอตซ์มีความคงทนต่อการถูกทำลายสูงมีความแข็งเท่ากับ 7 (เพชรความแข็งเท่ากับ 10) ในธร รมชาติเมื่อแร่คอวตซ์ผุพังถูกกัดเซาะทำ ล ายจะแตกสลายเป็นเม็ดกรวด ทราย ปะปนอยู่ในดินทั่วไป รวมทั้งสันทรายหรือชายหาด

ส่วนประโยชน์สามารถนำมาหลอมในอุตสาหกรรม แก้ว กระจก ขวดน้ำ แต่ส่วนใหญ่จะใช้ทรายแก้วที่ได้จากการผุพังและสะสมตัวของแร่ควอตซ์ สำหรับควอตซ์ที่บริสุทธิ์นำมาใช้ทำเส้นใยไฟเบอร์ออฟติด และไมโครชิพสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือนำมาถลุงได้ธาตุซิลิคอน (Si) ซึ่งนำธาตุโลหะชิลิคอนมาผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ ส่วนประเด็นที่ว่า มีแสงพุ่งขึ้นมาตอนขุดนั้น น่าจะเกิดจากตัวตักของรถแบ็กโฮเป็นเหล็กกระทบกับหินควอตซ์ที่แข็งกว่าจนเกิดประกายไฟ ลักษณะเช่นเดียวกับเวลาที่มีโลหะขูดกับถนน นั่นเอง

ดร.วิศัลย์ โฆษิตานนท์ ประธานสภาวัฒนธ รรมจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า จากการตร วจส อบของกรมทรัพยากรธรณี พบว่า บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ตะกอนน้ำไหล จึงมีโอกาสพบหินแปลกๆตามที่เห็น หรือที่เรียกว่าแร่ควอตซ์ ซึ่งน่าจะเป็นชนิดคาลซิโดนี ถ้าแร่ควอตซ์ตกผลึกเป็นเหลี่ยมๆ เขาเรียกหินเขี้ยวหนุมาน

เพราะฉะนั้นก็เป็นแร่ควอตซ์ธรร มดาเท่านั้น ถามว่ามีประโยชน์อะไรไหม ถ้ามีความแข็งมีสีสันก็สามารถนำไปเจียระไนเป็นหัวแหวนได้ แบบแถวลพบุรีที่เรียกว่าโมกุล แต่ต้องมีมากพอสมควรและต้องมีสีมีลวดลาย ชาวบ้านถ้าจะใช้ประโยชน์กันจริงๆ ก็จะต้องไปเรียนการเจียระไน ซึ่งความแข็งอยู่ในระดับ 7 รองจากเพชรที่อยู่ในระดับ 10 การเจียระไนก็จะยาก สรุปว่าก็เป็นแร่ควอตซ์ชนิดหนึ่งไม่น่าตื่นเต้นอะไร แถบนี้ถ้าขุดไปก็น่าจะเจออีก ถ้าเอาไปข ายทั่วไปก็ไม่น่าจะมีราคา นอกจากว่าชาวบ้านจะเอามาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน มาเจียระไนเป็นหัวแหวนแต่ก็ต้องมีเครื่องมือมีการลงทุน แต่อย่างไรก็ไม่ใช่อัญมณีที่คนนิยมทั่วไป