นายกฯ เผยแล้ว ไทยเตรียมเปิดประเทศ เต็มรูปแบบ

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่ชาวเน็ตต่างให้ความสนใจกันเป็นจำนวนมาก เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวกับประชาชนในรายการ นายก่รัฐมนตรีเล่าเรื่อง ผ่านทางพอดแคสต์ (PODCAST) ว่า เรื่องทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2564 ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งสิ่งที่ตนจะพูดต่อไปนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ4

ตั้งแต่ปีนี้ไปจนถึงปีหน้า เราได้รับข่าวดีมาแล้วว่า สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือของโลก ทั้ง มูดี้ส์ ฟิทซ์ เรทติ้งส์, สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส คงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยอยู่ที่ BBB+ และมุมมองที่ความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับมีเสถียรภาพ ในขณะที่หลายประเทศถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลง ส่วน บลูมเบิร์ก ก็ยกให้ไทยเป็นอันดับหนึ่งใน 17 ประเทศของกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่น่าลงทุนมากที่สุดในโลก

ซึ่งปัจจัยแรกที่อยากจะพูดคือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่านมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูต่างๆ ทั้งด้านการบริโภคและการท่องเที่ยว เช่นเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการคนละครึ่ง โครงการเราชนะ โครงการ ม33เรารักกัน โครงการเราเที่ยวด้วยกัน และปีนี้จะพยายามทำให้ต่อเนื่อง

นอกจากนี้ รัฐบาลจะมีโครงการลงทุนเพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานหลายโครงการ เช่น การเชื่อมต่อการคมนาคมขนส่ง ระบบสาธารณูปโภคและพลังงาน โครงการอีอีซี เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน โครงการพื้นฐาน 5G การตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ และสร้างธุรกิจใหม่ เช่น อีคอมเมิร์ซ การพัฒนาหุ่นยนต์ และระบบออโตเมชั่น ส่งเสริมพลังงานสะอาด โรงไฟฟ้าขยะครบวงจร โซล่ารูฟท็อป ซึ่งจะสร้างเม็ดเงินการลงทุน ในภาพรวม กว่า 1.2 แสนล้านบาท เราจะเร่งรัดและติดตามให้เป็นไปตามแผนอย่างใกล้ชิด

ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลนี้ จะสนับสนุนการลงทุน ใน4อุตสาหกรรมใหม่ คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสากรรมเทคโนโลยีการแพทย์และการดูแลสุขภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล และจะขยายอุตสาหกรรมเป้าหมายเดิมที่ไทยเราแข็งแกร่งและเป็นแชมป์อยู่แล้ว เช่น อุตสาหกรรมอาหาร ปิโตรเคมี ธุรกิจสายการบินการท่องเที่ยวและการบริการที่ได้รับผลกระทบจาก CV-19

การดำเนินอุตสากรรมจะเน้นโมเดลเศรษฐกิจแบบใหม่ที่เรียกว่าบีซีจี หรือเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียนเศรษฐกิจสีเขียว สอดคล้องกับการก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ที่มีเป้าหมายเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจกลงอย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยที่หนึ่ง การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ในระยะเร่งด่วนรัฐบาลจะปรับแก้ไข3เรื่อง ได้แก่ 1.ปรับปรุงเรื่องการตรวจคนเข้าเมือง วีซ่า ใบอนุญาตทำงาน 2.ปรับปรุงโครงสร้างภาษีให้ง่ายและชัดเจนยิ่งขึ้น 3.จัดทำความตกลงการค้าเสรี เอฟทีเอ โดยเฉพาะเพิ่มโอกาสการค้าการลงทุน และยกระดับการส่งออกสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่มีศักยภาพและได้รับประโยชน์จาก CV-19 ขยายตลาดส่งออกใหม่ควบคู่ไปกับการเร่งรัดพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตร อาหาร และสินค้าอุตสาหกรรมให้มีคุณภาพ และเป็นมาตรฐานสากล

ปัจจัยที่สอง คือการบริหารจัดการด้านสังคม ที่ผ่านมานั้นรัฐบาลมีนโยบายและโครงการที่เป็นรูปธรรมหลายโครงการ หลายเรื่อง เช่น บัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย การเพิ่มสิทธิประโยชน์การรักษาพยาบาล ในบัตรทอง 50 รายการ และจัดสรรที่ดินทำกินแก่เกษตรกร การคืนโฉนดให้กับประชาชนผู้ยากไร้ การปราบปรามหนี้นอกระบบ การแก้ไขกฎหมายส่งเสริมการปลูกไม้มีค่า 58 ชนิด การจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ

โครงการ เจ็ บป่ว ย ฉุก เฉิน มีสิทธิ์ทุกที่ การเพิ่มเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดู เด็ก แรก เกิด-ไม่เกิน6ปี เป็น 600 บาท การเพิ่มเบี้ยคนพิการ จาก 800 บาทเป็น 1,000 บาทต่อเดือน สำหรับปัญหาหนี้ครัวเรือนเราได้มีการพักหนี้เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้หลายย่อยและธุรกิจ จนปัจจุบันลูกหนี้ประมาณ 70% กลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ 29% อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้ และเพียง 1% เท่านั้นที่สถาบันการเงินต้องติดตามเพื่อช่วยเหลือ ซึ่งจะต้องทำต่อเนื่องในปีนี้

โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ยังบอบช้ำ ผ่าน2มาตรการเพิ่มเติม คือ การแก้ไขพระราชบัญญัติซอฟท์โลน โครงการโกดังแก้หนี้ โดยให้ประชาชน หรือธุรกิจมาฝากไว้ก่อนเพื่อพักหนี้ เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นสามารถนำทรัพย์สินออกจากกองทุนได้โดยไม่มีภาระ

เรื่องที่อยู่อาศัยเป็นสิ่งที่รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญอย่างมาก ในปีนี้มีโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัย5โครงการ เพื่อให้คนไทยมีบ้านถ้วนหน้าและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้แก่ 1.บ้านเคหะสุขประชาและเศรษฐกิจสุขประชาทั่วประเทศ บ้านเช่าที่สามารถใช้ค่าเช่าเป็นค่าผ่อนบ้าน แปลงสัญญาเช่าเป็นสัญญาซื้อบ้านได้ และผู้เช่ายังได้ใช้พื้นที่ในโครงการเพื่อทำมาหากินได้อีกด้วยโดยคาดว่าจะสร้างได้ 100,000 หลังทั่วประเทศภายใน 5 ปี

2.โครงการที่อยู่อาศัยสำหรับข้าราชการชั้นผู้น้อย ที่เกษียณอายุหรือบ้านเกษียณสุข 3.โครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ 4.ที่อยู่อาศัยตามแนวโครงข่ายคมนาคม 5.ที่อยู่อาศัยสำหรับคนพิการ

ปัจจัยสุดท้ายคือการบริหารจัดการเกี่ยวกับวัคซีน CV-19 และการเปิดประเทศ ซึ่งไทยเริ่มใช้วัคซีน CV-19 ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา เพื่อให้เกิดความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนในระยะยาวรัฐบาลได้เลือกวัคซีนที่เหมาะสม และจะมีการวิจัยพัฒนาเพื่อผลิตภายในประเทศต่อไปด้วย

สำหรับมาตรการการเปิดประเทศนั้นตั้งแต่ต้นปีศบค.ประกาศ เปิดโอกาสให้กับนักท่องเที่ยว กักตัวในสนามกอล์ฟ กักตัวบนเรือยอร์ช ส่วนระยะต่อไปกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะเสนอแผนให้ชาวต่างชาติสามารถเข้ามารับการกักตัวในจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม เช่น ภูเก็ต กระบี่ เชียงใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มได้ในช่วงไตรมาสสองของปีนี้

และรัฐบาลมีแนวโน้มจะเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นประเทศที่ปฏิบัติตามกฎกติกาขององค์การอนามัยโลก และสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ ซึ่งอยู่ในระหว่างการประเมิน ในเรื่องการกระจายวัคซีนและสถานการณ์ทั่วโลกเพื่อจากกำหนดแนวทางการเปิดประเทศและอุตสาหกรรมการบินของเรา

ขอบคุณที่มา khaosod