เตรียมเฮ อาคม ชี้คนตกงานปี 63 ยื่นทบทวนสิทธิ์ เราชนะ 8 ก.พ.นี้

กระแสข่าวถูกพูดถึงเป็นวงกว้างไม่นานมานี้เมื่อ สำหรับความคืบหน้ามาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ CV-19 โครงการ เราชนะ รับเงินเยียวย า 7,000 บาท ที่เริ่มจ่ายเงินงวดแรกให้กับกลุ่มบัตรคนจนวันที่ 5 ก.พ. เป็นวันแรก

นายอาคม เติมพิทย าไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า จากวันแรกที่กระทรวงการคลังโอนเงินโครงการ เราชนะ ให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจน จำนวน 13.80 ล้านคน และเปิดให้ประชาชนทั่วไป เช็คสิทธิ์เราชนะ ของตัวเองว่า ได้รับสิทธิ์หรือไม่

ปรากฎว่า ผู้ว่างงานในปี2563 ไม่ได้รับสิทธิจำนวนมาก เนื่องจาก เป็นผู้มีรายได้พึงประเมินเกิน 300,000 บาท เพราะรัฐยึดข้อมูลปี 2562 เป็นหลัก ดังนั้น จึงขอให้ว่างงานที่ไม่ได้รับสิทธิไปลงทะเบียนทบทวนสิทธิของตัวเองในวันที่ 8 ก.พ.นี้ เพื่ออัพเดตข้อมูลใหม่

รมว.คลัง อธิบายว่า การที่กระทรวงการคลังยึดข้อมูลภาษีปี 2562 เป็นหลักก่อนในการเช็คสิทธิ์เราชนะ กลุ่ม ม.33 นั้น เพราะยังไม่มีฐานข้อมูลครบถ้วน เนื่องจาก กรมสรรพากรขย ายเวลาในการยื่นภาษี 2563 ออกไปจนถึงเดือน 30 มิ.ย.2564

แต่หากปีนี้ตกงาน และไม่ได้เป็นลูกจ้างตามมาตรา 33 ก็ต้องมาลงทะเบียนรอบเก็บตก อย่ างไรก็ตามรัฐบาล พร้อมให้การช่วยเหลือทุกกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อน แต่ขอให้มาลงทะเบียน มาแจ้งสิทธิ์ตัวเองด้วย เมื่อมีข้อมูลแล้วก็จะได้รับการช่วยเหลือแน่นอน

สำหรับการช่วยเหลือเยียวย าผู้ประกั นตนมาตรา33 ภายใต้ชื่อ ม.33 เรารักกัน นั้น คาดว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในสัปดาห์หน้าอย่ างเร็วที่สุด ซึ่งขณะนี้แนวทางการช่วยเหลือชัดเจนในระดับหนึ่งแล้ว เหลือเพียงปรับรายละเอียดเล็กน้อยเท่านั้น

เสนอครม.เมื่อใด ก็จะเห็นรายละเอียดเมื่อนั้น ขอให้เชื่อว่ารัฐบาลช่วยเหลือเยียวย าแน่นอน

ส่วนกลุ่มเปราะบาง ที่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่มีสมาร์ทโฟนนั้น ก็ขอให้ไปลงทะเบียนที่ธนาคารกรุงไทยใกล้บ้าน ในวันที่ 15 ก.พ.นี้ เพื่อธนาคารจะได้เก็บข้อมูล เพื่อจัดหาแนวทางในการดำเนินการช่วยเหลือเช็คสิทธิ์เราชนะ หรือ กำหนดวิธีการดูแลเงินเยียวย าต่อไป ซึ่งขณะนี้รูปแบบการช่วยเหลือใกล้ชัดเจนแล้ว เพียงแต่รอดูจำนวนผู้มาลงทะเบียนเท่านั้นว่าจำนวนเท่าใด

สำหรับการช่วยเหลือเยียวย าโควิ ดผ่านมาตรการ เราชนะ ครั้งนี้ รัฐบาลจะช่วยเหลือราว 41 ล้านคน แบ่งเป็น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.8 ล้านคน กลุ่มผู้ใช้แอปพลิเคชั่น เป๋าตัง จำนวน 17 ล้านคน และผู้ประกั นตนมาตรา 33 จำนวน 9 ล้านคน และกลุ่มอื่นๆ อีก 1.2 ล้านคน